วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555

วันที่สาม Lesson learned .. Drink (lots of water) and Drive

วันที่สาม
           แม่ตื่นแต่เช้าเลยไปเดินเล่นรอบๆฮอลิเดย์ พาร์ค กลับมาเจอพ่อนอนหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่  พ่อบอกว่าปวดหลังสงสัยนอนผิดท่า เลยไปหยิบยามาทาให้ ซักพักบอกว่าปวดท้อง อาจะท้องเสีย ลองไปเข้าห้องน้ำดู กลับมาก็บอกว่าไม่ใช่ นอนไปซักพักก็บอกว่าทั้งปวดท้องปวดหลังเลย แม่ถามว่าขับรถไปหาหมอไหวไหม พ่อบอกว่าไม่ไหว โอ๊ะโอ เอาไงดี เลยตัดสินใจไปบอก Park host ว่าพ่อไม่สบาย เค้าเลยต่อโทรศัพท์ให้ถามกับพยาบาลว่าต้องทำยังไง พยาบาลสอบถามอาการแล้วก็บอกให้เรียกรถพยาบาลมารับไปโรงพยาบาล  พอรถพยาบาลมา  เจ้าหน้าที่ประจำรถพยาบาลถามว่าความปวดอยู่ระดับไหนพ่อบอกว่า ทนไม่ได้คือ10 ตอนนี้อยู่ที่ระดับ9 เจ้าหน้าที่เลยพยุงพ่อขึ้นรถพยาบาล และฉีดยาระงับปวดให้พ่อ แล้วก็บอกให้แม่กับหนูขิงเก็บของแล้วขึ้นรถไปโรงพยาบาลด้วยกัน ตอนที่รถพยาบาลมาคนที่ฮอลิเดย์ พาร์ค แตกตื่นกันใหญ่ มาเป็นฝรั่งมุงกัน เลย หนูขิงเลยต้องดื่มนมกับcereal bar เป็นอาหารเช้าในรถพยาบาล ส่วนแม่ก็ทานไม่ลงเพราะเป็นห่วงพ่อ ก่อนไป park host มาบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงรถของยูนะ จอดไว้ได้เลย ใจดีจังค่ะ พอถึงโรงพยาบาลโออามารุ  เจ้าหน้าที่ประจำรถพยาบาลก็พาพ่อไปห้องฉุกเฉิน และมีคุณป้าพยาบาลมาอธิบายให้ฟังว่ามีคุณหมออยู่เวรแค่หนึ่งคนเพราะเป็นช่วงวันหยุดยาว แต่เราไม่ต้องเป็นห่วง เค้าจะดูแลพ่ออย่างดีที่สุด  แล้วก็ให้น้ำเกลือ  สั กพักคุณหมอก็มาสั่ง ให้เจาะเลือด กับขอปัสสาวะไปตรวจ พร้อมกับบอกว่าจะทำ MRI  แต่คุณหมอดูอาการและสีของปัสสาวะแล้วคิดว่าคงมีก้อนนิ่วหลุดออกมา ผลMRIจะช่วยยืนยันอีกที แต่ตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ต้องรอให้นิ่วหลุดออกมาเอง  ค่อยยังชั่วหน่อยที่ไม่เป็นอะไรมาก คุณป้าพยาบาลก็มาตามแม่ไปทำเอกสาร และมีคุณลุงอีกคนมาช่วยดูแลหนูขิงในระหว่างที่แม่กรอกเอกสาร พอทำเอกสารเสร็จ คุณป้าพยาบาลก็ฉีดยาระงับปวดให้พ่ออีก และให้น้ำเกลืออีกถุง  พ่อก็นอนหลับไป หนูขิงก็นั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ

พอเวลา11โมงกว่า คุณป้าพยาบาลก็บอกให้เราสองคนไปทานข้าวและไปเดินเล่นได้ เค้าจะเฝ้าพ่อให้เอง แม่กับหนูขิงเลยออกมาหาอะไรทานกัน  หนูขิงเป็นห่วงพ่อมากบอกว่าหนูทานไม่ลงค่ะแม่ เราเลยสั่งแค่ซุปเห็ดกับขนมปังมาแบ่งกัน ทานเสร็จ ขากลับไปโรงพยาบาลผ่าน North Otago museum  แม่เลยชวนหนูขิงไปแวะ หนูขิงจะได้ไม่กังวลมาก ในพิพิธภัณฑ์มีโครงกระดูกของนก Moa ด้วย นกชนิดนี้สูญพันธุ์ไปแล้วค่ะ นอกจากนี้ก็มีรูปภาพเก่าและวัตถุโบราณของเมืองให้ชม มีประวัติและเครื่องใช้ของนักเขียนชื่อดัง Janet Frame ที่เคยอยู่ที่เมืองนี้ตอนเป็นเด็ก  และก็มีเรื่องราวของOamaru stone ที่ใช้ในการสร้างตึกตอนช่วงต้นศตวรรษที่19ให้อ่านกัน ว่ากันว่าOamaru stone เป็นหินปูน( limestone) ที่มีคุณภาพดีสีสวย เป็นสีขาวนวล ทนต่อการกัดกร่อน เราจะเห็นได้ว่า ตึกเกือบทั้งหมดที่Victorian Precinct ใช้หินของOamaru ทั้งหมด ร้านเมื่อคืน Loan&Merc ก็สร้างด้วยหินชนิดนี้ค่ะ  ดูไปซักพักหนูขิงก็คิดถึงพ่อ เราสองคนเลยเดินกลับไปหาพ่อที่โรงพยาบาล ไปถึงคุณพยาบาลบอกว่าพ่อไปทำ MRI อีกซักพักถึงจะกลับ แม่เลยพาขิงมาเดินเล่นดูตึกสวยของเมืองนี้กัน เดินไปเรื่อยก็เจอ Annie’s Victorian Tearooms ร้านนี้ตกแต่งแบบสมัยVictorian เลยค่ะ พนักงานทุกคนก็แต่งย้อนยุคเลยค่ะ เลยสั่งเค็กมาหนึ่งชิ้น นมร้อนให้หนูขิงหนึ่งแก้ว ทุกอย่างหมดลงอย่างรวดเร็ว ทานเสร็จก็คิดถึงพ่ออีกแล้ว เราก็เลยเดินกลับไปโรงพยาบาล ไปถึงเจอพ่อนั่งยิ้มอยู่บอกว่าดีขึ้นมากแล้ว คุณหมอบอกว่าเป็นนิ่วและ มีหนึ่งก้อนหลุดมาติดที่ท่อปัสสาวะ พ่อก็เลยปวด ตอนนี้นิ่วก้อนนั้นคงหลุดออกมาแล้ว เลยอาการดีขึ้น แต่ถ้าเรากลับไปเมืองไทยต้องไปหาหมออีกที ห้ามลืมดื่มน้ำเยอะๆด้วย และให้ใบสั่งยา และใบแจ้งค่ารักษาพยาบาลมา แม่เลยไปจัดการจ่ายเงินที่แผนกกการเงิน แล้วก็กลับมาถามคุณป้าพยาบาลว่า Chemistหรือร้านขายยาอยู่ที่ไหน เค้าบอกว่าต้องรีบไป ห้าโมงก็ปิดแล้ว คุณป้าพยาบาลบอกว่าจะโทรไปบอกร้านว่าแม่จะไปรับยา อย่าเพิ่งปิด แล้วเค้าก็ถามต่อว่าจะกลับไปที่พักยังไง เราก็บอกว่าจะโทรเรียกแท็กซี่  คุณป้าพยาบาลเลยบอกว่ารับยาแล้วให้รอหน้าร้านจะไปรับ แม่กับหนูขิงก็เลยวิ่งไปร้านขายยา ส่วนพ่อก็ไปเซ็นเอกสาร พอรับยาเรียบร้อยออกมาที่ถนนเจอพ่อนั่งยิ้มแฉ่งอยู่ในรถของคุณป้าพยาบาลผู้ใจดี คุณป้าพาเราสามคนมาส่งที่ฮอลิเดย์ พาร์ค เราเลยแลกเปลี่ยนอีเมลล์กับที่อยู่กัน เราสามคนซาบซึ้งน้ำใจในความใจดี และเอาใจใส่ดูแลพ่อเป็นอย่างดี 
จากนั้คุณป้าพยาบาลก็ขอตัวกลับ ซักพัก park host ก็มาถามอาการ ตามมาด้วยคนอื่นๆอีก  พอทุกคนรู้ว่าพ่อหายดีแล้วก็ดีใจกันใหญ่ หลังจากนั้นพ่อก็ไปอาบน้ำ แม่ก็ไปทำกับข้าว หนูขิงอยากทาน
ไข่เจียวหมูสับกับผัดผักใส่กุ้ง  ระหว่างทำกับข้าวที่ครัวก็คุยกับคุณลุงคุณป้าที่มาทำอาหารเหมือนกัน คุณลุงบอกว่าเป็นคนออสเตรเลีย แต่ย้ายมาอยู่ที่นิวซีแลนด์เพราะค่าครองชีพถูกกว่า  ซื้อรถบ้านคันนึง  ก็ขับไปเรื่อยอยู่ทีนึงเกือบเดือนแล้วก็ย้ายไปที่อื่น  ทำกับข้าวเสร็จพ่อกับหนูขิงก็มานั่งทานแล้วก็คุยกับคุณลุงต่อ เสร็จแล้วก็ส่งหนูขิงไปอาบน้ำ พ่อกับแม่ก็ช่วยกันล้างจาน ขนอุปกรณ์ต่างๆกลับไปเก็บในรถ อาบน้ำเสร็จก็มานอนคุยกันว่า เข้าใจเลยว่าความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสิรฐจริงๆ  และเราเลยได้ใช้ประกันเดินทางในทริปนี้ ด้วย  แต่เรื่องที่เราสองคนทึ่งมากก็คือ การทำงานที่มีประสิทธิภาพของคุณป้าพยาบาลที่ห้องฉุกเฉิน พ่อเล่าว่าพ่อไม่ใช่คนไข้คนเดียวนะ มีคนไข้มาตลอดเลย ทั้งแขนหัก ท้องเสีย หกล้ม คุณป้าพยาบาลคนเดียวจัดการทุกอย่างได้หมด ด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส  น่าทึ่งมากๆ ต้องถือว่าเป็นบุญของเราที่มาเจอคุณป้าพยาบาลคนนี้ 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น