วันที่สี่
วันนี้เราสามคนตื่นเช้ามาก เลยคุยกันว่าจะรีบออกเดินทางแต่เช้า แม่เลยเตรียมแพนเค็กที่ซื้อมากับนมให้ทุกคนเป็นอาหารเช้า Park host เดินมาบอกว่าวันนี้เป็น Easter Sunday เดี๋ยวจะมี Easter Egg huntให้เด็กๆเล่นกัน และมีเกมส์ด้วย หนูขิงสนใจไหม เราเลยขอบคุณเค้าและบอกว่าเราอยากออกเดินทางต่อ เค้าเลยให้พ่อไปจัดการเช็คเอาท์ และให้ไข่ชอคโคแลตมาหนึ่งอัน แม่เลยกินแทนเพราะหนูขิงไม่ชอบขนมหวาน เราออกเดินทางประมาณแปดโมงเช้า เราตั้งเป้าไว้ว่าจะไปเดินเล่นที่ Moeraki Boulders ที่นี่ก็เป็นที่น่าสนใจมากๆ แม่บอกขิงว่า หนังสือNational Geographic เรียกที่นี่ว่า One of the most curious geological sights in New Zealand เลยนะ และยังใช้เป็นที่ถ่ายทำหนังเรื่อง Narnia ตอน Voyage of the Dawn Trader
เราใช้SH1 ขับลงใต้มาเรื่อยๆ ประมาณ30กิโลเมตร พอเห็นป้ายบอกทางก็เลี้ยวเข้าไปเลย พอถึงที่จอดรถหนูขิงก็ถามว่าลูกหินยักษ์อยู่ไหนค่ะแม่ ดูจากป้ายเราต้องเดินไปอีกประมาณ 10 นาที ก่อนไปแม่กลัวว่าลมจะแรงเพราะเราต้องเดินเลาะหาด Koekohe ไป เลยบังคับให้ทุกคนสวมเสื้อกันลมด้วย ปรากฎว่า อากาศกำลังเย็นสบาย
เดินไปดูสาหร่ายที่ถูกพัดมากองอยู่บนชายหาดแป๊ปเดียว ก้อนหินทรงกลมหลายสิบก้อนก็มากองระเกะระกะ อยู่บนหาดทราย ทุกก้อนกลมมากๆ มีหลายขนาดด้วย ก้อนใหญ่ที่สุดน่าจะประมาณ 10 ฟุต นะคะ เหมือนมีใครทำลูกหินยักษ์หล่นไว้บนชายหาดเลย ตำนานเล่าว่าก้อนหินกลมเหล่านี้คือตะกร้าอาหารที่หล่นมาจากเรือแคนูของบรรพบุรุษของชาวเมารี เดินสำรวจหินกับถ่ายรูปกันอย่าสนุกสนาน
หนูขิงเจอตัวหอยรูปร่างแปลกๆที่เกาะอยู่บนก้อนหินเลยถ่ายรูปเก็บไว้ เอาไว้ไปหาดูว่ามันชื่ออะไร ตกลงหอยตัวนั้นคือ Limpet เพื่อนบอกว่าภาษาไทยเรียกว่าหอยฝาชีค่ะ
ตอนขากลับเราวางแผนว่าจะไปทานข้าวกลางวันที่ร้านดังของที่นี่ คือ Fleur’s Place ร้านLoan&Mercที่ไปวันก่อนก็เป็นสาขาของร้านนี้นะคะ พอไปถึงร้านแค่ 11โมงเองนะคะ โต๊ะเต็มต้องรอคิวประมาณหนึ่งชั่วโมง เราเลยเปลี่ยนใจใช้ SH1 ขับต่อไปที่เมืองดะนีดิน ที่เมืองนี้เราเลือกร้านอาหารญี่ปุ่นเป็นมื้อกลางวันค่ะ ร้าน Minami นี้หนังสือ Lonely Planet เค้าแนะนำมาว่า อร่อยและได้รสมือแม่ แซลมอนซาชิมิกับอุด้งอร่อยมากๆ ทานเสร็จก็ไปเดินเล่นดูตึกสวยๆ เมืองนี้ความผูกพันกับเมืองEdinburgh มากค่ะ Dunedin ก็ คือคำที่ใช้เรียก Edinburgh นี้ในภาษา Gaelic ค่ะ เราเริ่มเดินจากที่สถานีรถไฟดะนีดิน(Dunedin railway station) ก่อน ที่นี่หนังสือนำเที่ยวทุกเล่มบอกว่า เป็น Not to be missed พลาดไม่ได้
สถานีรถไฟแห่งนี้เป็นที่ที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุดของเมืองนี้ค่ะ อ้อหินปูนที่ใช้สร้างสถานีก็มาจากเมืองโออามารุนะคะ สถานีนี้เป็นสถาปัตยากรรมแบบ Flemish Renaissance ออกแบบโดยสถาปนิกชาวนิวซีแลนด์ชื่อคุณ George Troup ในหนังสือบอกว่าคุณจอร์จออกแบบสถานีเป็นแบบบ้านขนมปังขิงเลยได้ชื่อเล่นว่า Gingerbread George และสถานีนี้ได้เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี1906 หนูขิงดูแป๊ปเดียวก็เบื่อ
พ่อเลยพาเดินไปที่ ย่านThe Octagon ที่นี้เค้าวางผังเป็นรูปแปดเหลี่ยมค่ะ เจออนุสาวรีย์ของ คุณ Robert Burns กวีชื่อดังของสก๊อตแลนด์ หลานชายของท่านคือคุณThomas Burnsซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเมืองนี้ได้นำมาตั้งไว้ เดินถ่ายรูปกันนิดหน่อย
เดินไปเดินมาเจอ i-SITE แม่ก็เลยเดิน ไปถามเค้าว่าวันนี้ มีรายการทัวร์ตอนบ่ายที่จะพาเราไปชมนก อัลบาทรอส(Albatross) กับสัตว์อื่นๆใน แหลมโอทาโก(Otago)ไหม คุณเจ้าหน้าที่ตอบมาว่าเสียใจค่ะ ทัวร์เต็มแล้ว เศร้าเลยเรา คุณเจ้าหน้าที่บอกว่า ถ้าอยากไปดูนกอัลบาทรอสก็ไปที่ Royal Albatross Centre สิ เค้าปิดหกโมง ระหว่างทางก็แวะ ปราสาท Larnach กับ Marine Studies Centreด้วยนะ พอฟังปุ๊ปแม่รีบบอกพ่อว่าไปกันเถอะ แต่ก่อนขับรถ ออกจากเมืองขอให้พ่อวนรถรอบๆเมืองหน่อยเพราะ เมืองนี้ยังมีตึกสวยๆให้ดูอีกเยอะค่ะ รอบๆของThe Octagon ยังมีสถาปัตยกรรมทั้งแบบ Victorian และ Scottish Edwardian ให้ดูอีกนะคะ เช่น St Paul’s Cathedral , The Municipal Chambers และ First church ให้ดู พ่อกับแม่ชอบดูตึกเก่าๆแต่สงสารหนูขิงเพราะใจจดใจจ่อกับนกอัลบาทรอส เราเลยได้แต่วนรถดู
พ่อเลยพาเดินไปที่ ย่านThe Octagon ที่นี้เค้าวางผังเป็นรูปแปดเหลี่ยมค่ะ เจออนุสาวรีย์ของ คุณ Robert Burns กวีชื่อดังของสก๊อตแลนด์ หลานชายของท่านคือคุณThomas Burnsซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเมืองนี้ได้นำมาตั้งไว้ เดินถ่ายรูปกันนิดหน่อย
เดินไปเดินมาเจอ i-SITE แม่ก็เลยเดิน ไปถามเค้าว่าวันนี้ มีรายการทัวร์ตอนบ่ายที่จะพาเราไปชมนก อัลบาทรอส(Albatross) กับสัตว์อื่นๆใน แหลมโอทาโก(Otago)ไหม คุณเจ้าหน้าที่ตอบมาว่าเสียใจค่ะ ทัวร์เต็มแล้ว เศร้าเลยเรา คุณเจ้าหน้าที่บอกว่า ถ้าอยากไปดูนกอัลบาทรอสก็ไปที่ Royal Albatross Centre สิ เค้าปิดหกโมง ระหว่างทางก็แวะ ปราสาท Larnach กับ Marine Studies Centreด้วยนะ พอฟังปุ๊ปแม่รีบบอกพ่อว่าไปกันเถอะ แต่ก่อนขับรถ ออกจากเมืองขอให้พ่อวนรถรอบๆเมืองหน่อยเพราะ เมืองนี้ยังมีตึกสวยๆให้ดูอีกเยอะค่ะ รอบๆของThe Octagon ยังมีสถาปัตยกรรมทั้งแบบ Victorian และ Scottish Edwardian ให้ดูอีกนะคะ เช่น St Paul’s Cathedral , The Municipal Chambers และ First church ให้ดู พ่อกับแม่ชอบดูตึกเก่าๆแต่สงสารหนูขิงเพราะใจจดใจจ่อกับนกอัลบาทรอส เราเลยได้แต่วนรถดู
แหลมโอทาโกมีความยาวถึง 24กิโลเมตร ขับรถวนเวียนเลาะไหล่เขาอันแสนจะคดเคี้ยว แต่วิวสวยมากๆ ผ่านหน้าผาที่มีน้องแกะเดินกินหญ้าอยู่อยากจอดรถถ่ายรูปก็ไม่มีไหล่ทางให้จอดเลยได้แต่เก็บภาพด้วยสายตาของเรา แอบเก็บรูปตอนรถวิ่งมาได้หน่อยนึงค่ะ
สักพักแม่กับหนูขิงก็ได้กลิ่นเหม็นส้วมโชยมา เอ๋! เราก็ใส่ก้อนแบคทีเรียแล้วนะ นั่งวิเคราะห์มาเรื่อยจนสรุปว่าสงสัยทางคดเคี้ยวและลาดชันเกินเลยทำให้ของเสียกระฉอกออกมา เพราะเราไม่ได้เทมาตั้งหลายวัน ขับเรื่อยสัก10นาทีก็เห็นทางเข้าปราสาท Larnach castle
ปราสาทนี้สร้างโดยคุณWilliam J. Larnach เพื่อเป็นของขัวญให้ภรรยาของเค้า ปราสาทนี้เป็นปราสาทแห่งเดียวของประเทศนิวซีแลนด์ค่ะ เราลงไปเดินแค่ 20 นาทีก็ต้องเผ่น เพราะมีทัวร์จีนกว่าร้อยคนมาลง ทำให้ลานหน้าปราสาทแคบไปถนัดใจ
ขับรถต่อใช้เส้นทางถนน Portobello เลียบทะเล วิวสวยมากๆอีกแล้ว เพื่อขับไป Royal Albatross Centre ระหว่างทางเจอป้ายของ NZ Marine Studies Center อยู่ทางซ้ายคุณพ่อเลยลองเลี้ยวเข้าไปดู ที่นี่เค้าเป็นอะแควเรียมเล็กๆ แต่ถึงเล็กก็มีสัตว์น้ำถึง1000 สายพันธุ์มาจัดแสดงนะคะ เดินดูจนทั่ว เราก็ขับไปดูนกกันดีกว่าตอนนี้ก็ตามถนน Harington Point มาเรื่อยๆ ท่านผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายบอกว่า นกอัลบาทรอสนี้ เป็นสุดยอดของนกทะเลนะคะ ปีกกางได้เกือบ 3.5 เมตร ศูนย์อนุรักษ์นกนี้ตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่าTaiaroa Head ค่ะ เค้าก็มีทางเดินขึ้นเนินพาไปชมลูกนก ดูจากห้องกระจกนะคะ ลูกนกอายุประมาณ100วันแต่ตัวใหญ่มากประมาณ10 กิโลกรัม ขนฟูเชียว เจ้าหน้าที่บอกว่าลูกนกกินอาหารวันละ2-3กิโลกรัม เพื่อที่จะสะสมไขมันเอาไว้สู้กับหน้าหนาว พอพ้นหน้าหนาว ลูกนกก็จะถูกพ่อแม่ลดความอ้วนค่ะ และถูกฝึกบิน พอบินได้ก็จะออกจากรังไปใช้ชีวิตอยู่ในทะเลอีก 3-6 ปี เจ้าหน้าที่บอกว่า กว่า 70% จะกลับมาทำรังที่รังเดิมของเค้านะคะ และนก อัลบาทรอสที่เป็นคู่จะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต ไม่แยกไปหาตัวอื่น ที่ศูนย์นี้เป็นที่เดียวในโลกที่นกอัลบาทรอสมาทำรังและออกลูกบนแผ่นดินใหญ่นะคะ วันนี้โชคไม่ดีไม่ได้เห็นนกอัลบาทรอสบิน เห็นแต่ลูกนกตัวอ้วน
สักพักแม่กับหนูขิงก็ได้กลิ่นเหม็นส้วมโชยมา เอ๋! เราก็ใส่ก้อนแบคทีเรียแล้วนะ นั่งวิเคราะห์มาเรื่อยจนสรุปว่าสงสัยทางคดเคี้ยวและลาดชันเกินเลยทำให้ของเสียกระฉอกออกมา เพราะเราไม่ได้เทมาตั้งหลายวัน ขับเรื่อยสัก10นาทีก็เห็นทางเข้าปราสาท Larnach castle
ปราสาทนี้สร้างโดยคุณWilliam J. Larnach เพื่อเป็นของขัวญให้ภรรยาของเค้า ปราสาทนี้เป็นปราสาทแห่งเดียวของประเทศนิวซีแลนด์ค่ะ เราลงไปเดินแค่ 20 นาทีก็ต้องเผ่น เพราะมีทัวร์จีนกว่าร้อยคนมาลง ทำให้ลานหน้าปราสาทแคบไปถนัดใจ
ขับรถต่อใช้เส้นทางถนน Portobello เลียบทะเล วิวสวยมากๆอีกแล้ว เพื่อขับไป Royal Albatross Centre ระหว่างทางเจอป้ายของ NZ Marine Studies Center อยู่ทางซ้ายคุณพ่อเลยลองเลี้ยวเข้าไปดู ที่นี่เค้าเป็นอะแควเรียมเล็กๆ แต่ถึงเล็กก็มีสัตว์น้ำถึง1000 สายพันธุ์มาจัดแสดงนะคะ เดินดูจนทั่ว เราก็ขับไปดูนกกันดีกว่าตอนนี้ก็ตามถนน Harington Point มาเรื่อยๆ ท่านผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายบอกว่า นกอัลบาทรอสนี้ เป็นสุดยอดของนกทะเลนะคะ ปีกกางได้เกือบ 3.5 เมตร ศูนย์อนุรักษ์นกนี้ตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่าTaiaroa Head ค่ะ เค้าก็มีทางเดินขึ้นเนินพาไปชมลูกนก ดูจากห้องกระจกนะคะ ลูกนกอายุประมาณ100วันแต่ตัวใหญ่มากประมาณ10 กิโลกรัม ขนฟูเชียว เจ้าหน้าที่บอกว่าลูกนกกินอาหารวันละ2-3กิโลกรัม เพื่อที่จะสะสมไขมันเอาไว้สู้กับหน้าหนาว พอพ้นหน้าหนาว ลูกนกก็จะถูกพ่อแม่ลดความอ้วนค่ะ และถูกฝึกบิน พอบินได้ก็จะออกจากรังไปใช้ชีวิตอยู่ในทะเลอีก 3-6 ปี เจ้าหน้าที่บอกว่า กว่า 70% จะกลับมาทำรังที่รังเดิมของเค้านะคะ และนก อัลบาทรอสที่เป็นคู่จะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต ไม่แยกไปหาตัวอื่น ที่ศูนย์นี้เป็นที่เดียวในโลกที่นกอัลบาทรอสมาทำรังและออกลูกบนแผ่นดินใหญ่นะคะ วันนี้โชคไม่ดีไม่ได้เห็นนกอัลบาทรอสบิน เห็นแต่ลูกนกตัวอ้วน
ออกมาจากศูนย์อนุรักษ์ มองลงไปที่ทะเลเห็นคุณแมวน้ำ New Zealand fur seal นอนอยู่ตามโขดหินเต็มเลย พ่อเลยชวนหนูขิงลงไปดู ส่วนแม่ก็มาโทรติดต่อหาที่พักคืนนี้ จริงแล้วแม่ก็เล็งไว้แล้วค่ะว่าจะพักที่ไหน เราเลือกPortobello Village Tourist Parkค่ะ แม่เลยโทรไปถามว่ามี ที่จอดแบบมีไฟฟ้า ให้เราสักคืนไหม เจ้าหน้าที่บอกว่ามี ไชโยมีที่พักแล้ว พอพ่อและหนูขิงกลับมาก็ชวนกันเดินทางเข้าสู่ที่พักค่ะ ที่ฮอลิเดย์ พาร์ค นี้ เค้าเล็กนะคะ แต่สะอาดค่ะ ส่วนใหญ่ทุกที่ก็สะอาดค่ะ คุณป้าที่ดูแลก็ให้เราไปจอดที่ไหนก็ได้ที่ว่าง โชคดีมากที่พอจอดได้สักพักทุกที่ก็เต็มหมด ตอนขับมาที่พักเหลือบไปเห็นป้ายของร้านอาหารน่าตาดูดีมาก ชื่อ1908 café ค่ะ เราสามคนก็ตกลงใจไปร้านนี้กัน ร้านดูเก่าแต่สวยมาก พนักงานเสิร์ฟเล่าให้ฟังว่า ใช้ตึกที่ทำการไปรษรณีย์เก่ามาทำนะคะ พ่อกับแม่สั่งขาแกะตุ๋นกับเมเปิลไซรัปและมันบดมาแบ่งกัน หนูขิงขอฟิชแอนด์ชิปส์ค่ะ มื้อนี้อร่อยมากๆ ทานกันอิ่มก็เดินกลับที่พัก แล้วก็พาหนูขิงไปอาบน้ำนอน วันนี้เหนื่อยมากแล้ว แม่ก็นั่งคุยกับพ่อต่อถึงแผนการเดินทางของพรุ่งนี้ว่าเอาไงดี จะขับลงไปทางใต้ถึง อินเวอร์คาร์กิล(Invercargill) และแวะที่ เดอะ แคทลินส์ (The Catlins) เพื่อพาหนูขิงไปเดินป่าดี และข้ามต่อไปSteward Island หรือ จะไป เท อานาว(Te Anau) ดี เพราะที่ เท อานาว(นั้นมีทัวร์พาไปดูหนอนเรืองแสง และจะได้ขับต่อไป Milfordได้ พ่อว่าไป Te Anauเลยก็แล้วกัน เช็คระยะทางในแผนที่ดูก็ประมาณไม่เกิน 300 กิโล คงใช้เวลาขับประมาณ 4 ชั่วโมง แม่เลยเข้าเน็ตไปจองทัวร์หนอนเรืองแสงไว้ตอน 5โมงเย็น กับบริษัท Real Journeys ในweb ก็บอกว่าถ้าจอง 2 ทัวร์ขึ้นไป ลด 20% และฟรีค่าทัวร์ของเด็ก แม่ก็เลยจองอีกทัวร์…นั่งเรือกลไฟไปชมฟาร์มกัน Good night ค่ะ














ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น