วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2555

วันที่สิบสาม Lovely Day in Akaroa


วันที่สิบสาม

เช้าวันนี้อากาศสดใสมากค่ะ  หลังอาหารเช้า เราเดินลงไปที่ตัวเมืองอะคารัวกันค่ะ Akaroa แปลว่าอ่าวยาว?? Long harbor พ่อบอกว่าแปลได้แย่มากๆอีกแล้ว   เมืองนี้ตามประวัติว่าไว้ว่า กัปตันของเรือล่าปลาวาฬชาวฝรั่งเศส  Jean Langlois เจอเมืองนี้ก่อนในปี1838 และ กลับไปชักชวนให้นักบุกเบิกมาตั้งหลักแหล่งที่นี่ในปี 1840 โดยใช้เรือโดยสารชื่อ Compte de Paris แต่เมื่อนักบุกเบิกมาถึง กลับเจอธงของอังกฤษและพบว่าชาวเมารีได้ทำสนธิสัญญากับอังกฤษก่อนแล้ว  แต่ชาวฝรั่งเศสก็ยังสร้างเมืองในแบบของฝรั่งเศส รวมถึงตั้งชื่อถนนเป็นภาษาฝรั่งเศสด้วย และยังมี ลูกหลานของนักบุกเบิกชาวฝรั่งเศสยังอาศัยอยู่ที่เมืองนี้  ลองนึกดูนะคะว่าถ้าฝรั่งเศสมาถึงก่อน นิวซีแลนด์กลายเป็น French colony เกาะนี้จะเหมือนเดิมไหม
 

 เราไปที่ i-SITEก่อน เพราะขิงอยากไปดู Hector Dolphin เราไปจองเรือได้ตอนเที่ยงสี่สิบห้า  โอ้โหยังเหลือเวลาอยู่อีกเยอะ พ่ออยากไปพายเรือคายัค เลยไปถามที่  Akaroa Guided Kayak Safari ถามว่าหนูขิงไปได้ไหม เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องนั่งตักพ่อ และแม่พายอีกลำ  เราจองไว้พรุ่งนี้ เค้ามีรอบสิบเอ็ดโมงครึ่ง ทัวร์นี้ก็จะพาเราพายไปรอบๆอ่าว ชมธรรมชาติแลละดูสัตว์ต่างๆ  พาไปที่ชายหาดเพื่อไปทานอาหารกลางวันและ ก็กลับ เดินต่อมาเจอ  Akaroa Museum ที่ใช้ บ้านของ Langlois-Eteveneaux House ตึกเก่าอีกสองสามหลังมาเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์  เราเลยแวะดูกัน

หลังจากนั้นก็ไปทานอาหารกลางวันกัน ร้านชื่อ L’Hotel  Le restaurant Le Bar  ร้านอยู่ติดกับท่าเรือเลยค่ะ เราไปกับทัวร์ของ Akaroa Dolphins เรือทันสมัยมากค่ะ ชื่อ Into the blue เป็นคาตามารานลำไม่ใหญ่มากสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 25 คน  ที่พิเศษกว่าเรือลำอื่นคือ มีสุนัขหน้าตาน่ารักคอยเห่าว่ามีโลมาอยู่ที่ไหน วันนี้เราได้สุนัขชื่อ Murphy เป็นสุนัขพันธ์เทอเรีย มีเสื้อชูชีพส่วนตัวด้วยนะคะ คุณลุงเจ้าของเรือเล่าว่า ลูกสาว พา Murphy ขึ้นเรือไปด้วยตลอดเวลา จนสังเกตุห็นว่า Murphy จะเห่าทุกครั้งเมื่อสังเกตุเห็นโลมา เลยคิดว่าเจ้าหมาตัวนี้คงได้ยินเสียงของโลมา ลูกสาวเป็นไกด์ของเรือ และได้นำเรื่องของ Murphy มาแต่งเป็นหนังสือสำหรับเด็กด้วย แม่เลยซื้อมาให้หนูขิงเอาไว้เป็นที่ระลึก หนังสือชื่อว่า “Murf Murf the dolphin dog” คุณ Sonya ผู้แต่งได้เซ็นชื่อในหนังสือให้หนูขิงด้วยค่ะ    Murphy สามารถได้ยินเสียงของโลมาค่ะ ระหว่างเรือแล่นออกไปกัปตันกำลังอธิบายอยู่ Murphy ก็เห่า  ทุกคนเลยมองลงไปในน้ำ  มี hector dolphins มาว่ายน้ำข้างๆเรืออยู่สองสามตัวค่ะ

โลมาชนิดนี้จะเจอได้ในแถบเกาะใต้เท่านั้น และเป็นชนิดที่ตัวเล็กที่สุดและหายากที่สุดนะคะ คุณลุงกัปตันเล่าว่า เพราะครีบบนสีดำของมัน คนที่นี่เลยเรียกว่า Mickey mouse ears โลมาพวกนี้ชอบอาศัยอยู่บริเวณน้ำตื้น จึงถูกชนโดยเรือ หรือ ติดอวน บ่อยๆ ทำให้มันจมน้ำ  ในเรือยังมี เครื่องดื่มและคุ๊กกี้ออร่อยๆ แจกด้วยนะคะ ทุกคนในเรือสนุกมาก เด็กๆเรียก Murphy ว่า Murf Murf ตามหนังสือ  murf murf สนุกมากที่มีเด็กๆคอยวิ่งตาม

ทุกครั้งที่ มันเจอโลมา มันจะเห่าเรียกเราให้ไปดู  เราเจอโลมาหลายตัวมากค่ะ  คุณลุงยังเล่าให้ฟังว่า เมืองนี้ตั้งอยู่บนปากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว เมื่อภูเขาไฟระเบิด หลังการระเบิดน้ำทะเลได้ท่วมเข้ามาทำให้เกิดเป็นอ่าวขึ้น ถ้าไปที่ Summit Road เราจะสามารถขับรถวนรอบปากปล่องภูเขาไฟดั้งเดิมได้ แ ละ พาไปดู แมวน้ำด้วยนะคะ มีแมวน้ำมานอนผึ่งแดดอยู่ที่โขดหินริมฝั่งเยอะมาก เห็นลูกแมวน้ำด้วยค่ะ  
เรือเราแล่นผ่านฟาร์มเลี้ยงปลา marine salmon ฟาร์มเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ Paua Pearls ที่อยู่กลางทะเล และเห็นนกทะเล บินวนเวียนอยู่รอบๆฟาร์มเยอะมาก คุณลุงคอยชี้ให้ดูว่าตัวไหนชื่ออะไรด้วย ที่นี่มีกทะเลหลายชนิด แต่ที่มีค่อนข้างมากคือ red-billed gull   คุณลุงยังเล่าต่อไปอีกว่า ภรรยาของคุณลุงสืบเชื้อสายมาจากนักบุกเบิกที่เป็นเพื่อนกับ Captain Langlois และยังคงเป็นครอบครัวที่สืบเชื้อสายมาจากนักบุกเบิกรุ่นแรกที่ยังคงอาศัยอยู่ที่นี่
 

เวลาสองชั่วโมงครึ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว  หนูขิงขอถ่ายรูปกับ Murphy ด้วยค่ะ ที่ท่าเรือมีร้านทัวร์ที่พาไปว่ายน้ำกับโลมาด้วย หนูขิงอยากไปแต่แม่ว่าน้ำเย็นเกินไป  แต่จริงๆแล้วแม่ไม่อยากบอกว่าหนูขิงยังว่ายน้ำไม่เก่ง  กลัวเสียความตั้งใจ อ้อมีร้านขายเครื่องประดับที่ทำจากเปลือกหอยเป๋าฮื้อที่ท่าเรือด้วยนะคะ  เราเดินตาม Beach Road ไปเรื่อยเพื่อไปดูประภาคารที่เราเห็นตอนอยู่ในเรือ ปรากฏว่าเป็นประภาคารที่สร้างเพื่อเสริมความสวยงามของทิวทัศน์ไม่ได้ใช้จริงค่ะ 

 เราเลยมาเดินเล่นในเมือง  หนูขิงเจอร้านขายหินและแร่ชื่อว่า Hettie’s Rock and Crystal shop ซึ่งมีหินจากหลายแหล่งมาขาย  หนูขิงเดินดูอย่างมีความสุขมาก หนูขิงใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณชั่วโมงกว่า เพราะตัดสินใจไม่ได้ว่าจะซื้ออะไรดี อยากได้ไปหมดทุกอย่าง  หนูขิงบอกว่าหนูใช้เงินของหนูเกือบหมดเลยนะแม่ 

 ออกจากร้านเราก็เดินต่อไปเรื่อยๆมีร้านขายของน่ารักเต็มไปหมด  มีร้านนึงชื่อ Pot Pourri ขายของกระจุกกระจิกและมี  Homemade fudge ขายด้วย แม่เลยต้องลองซื้อมาชิมหน่อย หวานไปหน่อยแต่อร่อยดีค่ะ
   ที่นี่มีร้านอาหารค่อนข้างเยอะนะคะ ถ้าเทียบกับขนาดของเมือง แต่เราตัดสินใจไม่ทานที่ร้าน เพราะเราใกล้กลับบ้านแล้วแม่อยากเคลียร์ของในตู้เย็นเพราะเราจะกลับบ้านแล้วค่ะ  วันนี้ทำผัดผักรวมมิตร กับ ไข่เจียวกุ้งค่ะ ขอปิดท้ายด้วย Walt Whitman...."Keep your face always toward the sunshine - and shadows will fall behind you."

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น