วันนี้ตื่นมาก็ไม่อยากออกจากผ้าห่มเลยค่ะ เพราะหนาวจริงๆ มองออกไปที่หน้าต่างน้ำแข็งเกาะที่หน้าต่างเต็มเลย วันนี้ทำไข่ดาวกับเบคอนที่ซื้อมาให้พ่อ หนูขิงขอเป็นแพนเค็กเหมือนเดิม ระหว่างทานอาหาร แม่ก็โทรไปถามเรื่องเรือที่จะไปทัวร์มิลฟอร์ดซาวนด์ ว่ามีที่ไหม ปรากฏว่ามีที่เหลือค่ะ แต่เรือจะออก11โมง 45 และใช้เวลา 2 ชั่วโมงในการขับจาก เท อานาว มิลฟอร์ดซาวนด์ตอนนี้ 9โมง 15 แล้ว ถามเค้าว่าเราจะออกเดี๋ยวนี้จะทันไหม เจ้าหน้าที่บอกว่าได้เลยและจะโทรไปบอกทางเรือว่าให้รอเราด้วย เราเลยจองไว้ รีบเก็บของ กลัวขับไปไม่ทัน แต่ก่อนไปต้องไปเติมน้ำมันกันก่อนนะคะ เพราะ เส้นทางระหว่าง เท อานาว กับ มิลฟอร์ด ซาวนด์ไม่มีปั๊มน้ำมันนะคะ ระยะทางประมาณ 120 กิโลเมตร
เราจะใช้ SH94ขับขึ้นเหนือไปเรื่อยๆแบบไม่หยุดเลยนะคะ
เพราะเดี๋ยวไม่ทันเรือ มีชุดพักชมวิวเยอะแยะ แต่จะแวะตอนขากลับนะคะ
ไม่มีทางหลงเด็ดขาดเพราะมีถนนอยู่สายเดียวค่ะ
หนังสือ National
Geographic Traveler ให้เส้นทางนี้เป็น the world’s finest drive
เลยค่ะ
ช่วงแรกของเส้นทางเราขับผ่านทุ่งหญ้าสลับกับภูเขา พอได้ประมาณครึ่งทางภูมิประเทศก็เปลี่ยนเป็นป่าฝน
ภูเขาแต่ละลูกที่รายรอบเรานั้นสูงเสียดฟ้า ต้องแหงนคอตั้งบ่าดูเลยค่ะ ระหว่างทางมีฝนตกปรอยๆ บรรยากาศสวยไปอีกแบบ
ขับไต่ระดับความสูงขึ้นมาเรื่อย ก็ถึงอุโมงค์โฮเมอร( Homer tunnel) ตอนนี้เราขับมาได้
101
กิโลเมตรแล้วค่ะ อุโมงค์นี้ยาวถึง 1.2
กิโลเมตรลอดผ่านภูเขาหินแกรนิต ใช้เวลาขุดประมาณ 20 ปี เปิดใช้บริการเมื่อปี1954 และ
เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่าง มิลฟอร์ด ซาวนด์กับโลกภายนอก เรา
ต้องรอสัญญาณไฟจราจรก่อนที่จะนำรถผ่านเข้าไปได้ พอออกจากอุโมงค์ถนนก็ลดระดับลงมาเรื่อยลงมาสู่
หุบเขาเคลดดาว(Cleddau
Valley) และก็มาถึงจุดชมวิวจุดสุดท้าย The Chasm ก่อนจะถึง
มิลฟอร์ดซาวนด์ หนูขิงอยากลงไปเดินเล่น แต่แม่กลัวไม่ทันเรือ
เลยสัญญาว่าขากลับจะแวะให้
พอมาถึงเราก็หาที่จอดรถ ไม่ลืมหยิบยาพ่นกันยุงใส่กระเป๋ามาด้วย
และพ่นให้หนูขิงหน่อยนึง กลัว sandfly กัดค่ะ ในหนังสือทุกเล่มที่อ่าน
เค้าบอกว่าที่นี่วิวสวยมากแต่ไม่ควรจะลืมเรือง sandfly ตัวป่วนประจำถิ่นนี้ และเดินตามทางอีกหน่อยก็ถึงท่าเรือ
มัวแต่รีบเลยไม่ได้ชื่นชมความงามของ Mitre Peak เลย
พ่อต้องเรียกให้ดู สวยจริงๆ
ยอดเขาลูกนี้สูงถึง 1692 เมตรเลยนะคะ ที่ชื่อ Mitre ก็เพราะว่ารูปร่างคล้ายหมวกของท่านบิชอปนะคะ
พอมาถึง cruise center จัดการเรื่องตั๋ว ถูกถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก แล้วก็ขึ้นเรือเลย หาที่นั่งก่อน พอเรือออก กัปตันก็กล่าวต้อนรับ และเชิญให้ทานอาหารกลางวัน อาหารหน้าตาดี แถมรสชาดดีอีกด้วย ระหว่างทาน เจ้าหน้าที่ก็บรรยายเกี่ยวกับมิลฟอร์ดซาวนด์ให้ฟัง
พอมาถึง cruise center จัดการเรื่องตั๋ว ถูกถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก แล้วก็ขึ้นเรือเลย หาที่นั่งก่อน พอเรือออก กัปตันก็กล่าวต้อนรับ และเชิญให้ทานอาหารกลางวัน อาหารหน้าตาดี แถมรสชาดดีอีกด้วย ระหว่างทาน เจ้าหน้าที่ก็บรรยายเกี่ยวกับมิลฟอร์ดซาวนด์ให้ฟัง
ที่นี่เป็นที่ที่มีฝนตกชุกมากที่สุดในนิวซีแลนด์
ตั้งอยู่ใน อุทยานแห่งชาติฟยอร์ดแลนด์
(Fiordland
National Park) หนูขิงถามว่าแล้ว
Fiordland คืออะไรคะ เอ จะตอบยังไงดี แม่อ่านให้ฟังจากในหนังสือ Lonely planet ที่บอกว่ามันเหมือนกับTimbuktu เรารู้ว่ามันอยู่ที่ไหนแต่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามันคืออะไรกันแน่ หนูขิงทำหน้างง แล้วถามกลับมาว่า แล้วTimbuktu คืออะไร
อันนี้มันต้องเล่ากันอีกนานนะคะหนูขิง
แม่เลยหยิบหนังสือมาส่งให้หนูขิงให้อ่านเอาเองก็แล้วกันนะลูก ขอสุปสั้นๆนะคะ ฟยอร์ด(Fiord)
เกิดจากธารน้ำแข็ง ที่กัดกร่อนหุบเขาเป็นเวลานานหลายล้านปี ทำให้เกิดแผ่นดินที่เว้าเป็น
ช่องแคบ และหน้าผาที่สูงชัน พอน้ำแข็งละลายก็ท่วมจนกลายเป็นอ่าวแคบๆที่มีหน้าผาสูงชันอยู่โดยรอบ เป็นความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างขี้นให้เราได้มีโอกาสชื่นชม
ส่วนคำว่าsound
เจ้าหน้าที่ในเรือบอกว่า
เป็นคำที่ใช้เรียกอ่าวที่มีความลึกเข้าไปในแผ่นดินมากกว่าอ่าวทั่วไป
ที่นี่มีเรือพาล่องชมความสวยงามของฟยอร์ด ทั้งวัน
เจ้าหน้าที่บอกว่าถ้ามาหลังจากบ่ายโมงเรือทุกลำจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่จองทัวร์มาจากควีนส์ทาวน์ เรือจะพาเราสำรวจไปตามระยะทาง16
กิโลเมตรของมิลฟอร์ดซาวนด์ระหว่างเรือแล่นออกไป
เราก็ออกไปชมวิวข้างนอกบริเวณดาดฟ้าเรือ มองไปรอบๆ เราก็ถูกล้อมรอบด้วยผืนน้ำและภูเขา
แล่นไปซักพักเรือก็หยุดให้เราชื่นชม ส
ายน้ำตก ที่ไหลลงทะเล และก็มาหยุดที่น้ำตก
Fairy falls น้ำตกลงมาแรงมากจนละอองน้ำกระเด็นลงมาโดนค่ะ
หนูขิงมีเสื้อกันฝนติดมาเลยทำซ่าออกไปยืนใต้น้ำตก แต่ก็ไปแป๊ปเดียวเพราะน้ำแรงมาก มาที่นี่ต้องห้ามลืมพกกล้องมาเลยนะคะ
เพราะวิวสวยจริงๆ พอถ่ายรูปจนจุใจ เรือก็พาเราล่องผ่าน
Anita Bay
ซึ่งเป็นแหล่งของหินสีเขียวของชาวเมารี เค้าเรียกว่า Pounamu กัปตันบอกว่าถ้าหินก้อนไหนมีแถบสีส้มอยู่ข้างนอก
หินก้อนนั้นจะมีหินเขียวอยู่ข้างใน หินเขียวนี้ไม่ใช่หยกนะคะ เค้าเรียกว่า brownite จากนั้นรือก็ล่องไปถึงDale Point ที่ต่อทะเลทาสมาน(Tasman sea) เรือก็วกกลับ
มีเรื่องเล่าว่ากัปตันเจมส์ คุก ล่องเรือผ่านทางเข้า มิลฟอร์ดซาวนด์ไป เพราะคิดว่าเป็นอ่าวเล็กๆถึงสองครั้ง มิลฟอร์ดซาวนด์ถูกค้นพบโดยนักล่าแมวน้ำชื่อ John Grottoในปี
1823 และเค้าได้ตั้งชื่อที่นี่ตามบ้านเกิดของเขาที่เมือง
Milford Haven ในแคว้นWales
เรือก็พาเราวนไป ดูเจ้าแมวน้ำที่มานอนผึ่งแดดบนโขดหินตามชายฝั่ง ที่Seal Rock ให้ หนูขิงสนุกใหญ่ วิ่งวนไปมาหามุมเหมาะที่จะถ่ายรูปแมวน้ำค่ะ และเรือก็ไปหยุดที่ Harrison Cove เพื่อให้ทุกคนลงไปชม Milford Deep Underwater Observatory ทราบไหมคะว่าน้ำที่มิลฟอร์ดซาวนด์มี2ชั้น น้ำชั้นแรก อยู่ที่ผิวประมาณ2-3เมตรคือน้ำจืด จากน้ำฝนและน้ำจากหิมะที่ละลายลงมาจากภูเขาไหลผ่านป่าฝนและกลายเป็นน้ำตกตกลงมาสู่ น้ำที่อยู่ด้านล่างคือน้ำทะเล และเวลาที่น้ำ แข็งละลาย น้ำก็จะไหลผ่านป่าฝน ก็จะพาสาร แทนนิน(Tannin) มาด้วย เจ้าสารตัวนี้เองที่ทำให้น้ำในมิลฟอร์ดซาวด์ มีสีเข้ม จึง และไม่ยอมให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านลงมาถึงในน้ำ ทะเลที่อยู่ด้านล่าง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Deep water emergence ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมแบบน้ำทะเลลึกที่ ระดับน้ำตื้นแทน ส่งผลให้ สัตว์ทะเลน้ำลึก อย่างเช่น red and black coral และ11-legged sea stars เป็นต้น สามารถอาศัยอยู่ได้ที่ความลึกแค่10เมตรจากผิวน้ำ ที่ Milford Deep Underwater Observatory เค้าสร้างเป็น viewing chamber ลึกลงไป 10 เมตร ให้เราลงไปดูชีวิตสัตว์ทะเลใต้น้ำ ข้างบนของ viewing chamber ก็มีนิทรรศการแสดงการก่อสร้างศูนย์แห่งนี้ เสร็จแล้วก็ออกมาถ่ายรูปกัน และแล้วแม่ก็ได้ทำความรู้จักกับเจ้า sandflyจนได้ มันมาตอมแม่ใหญ่เลย พ่นยากันแมลง แต่ที่ตัว มันเลยกัดบนหัวเข้าให้ คันน่าดูเลยค่ะ โชคดีที่หนูขิงไม่โดน โดนกัดแค่นี้จิ๊บๆ เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่และสวยงามของที่นี่ ยอมโดนกัดค่ะ
เรือก็พาเราวนไป ดูเจ้าแมวน้ำที่มานอนผึ่งแดดบนโขดหินตามชายฝั่ง ที่Seal Rock ให้ หนูขิงสนุกใหญ่ วิ่งวนไปมาหามุมเหมาะที่จะถ่ายรูปแมวน้ำค่ะ และเรือก็ไปหยุดที่ Harrison Cove เพื่อให้ทุกคนลงไปชม Milford Deep Underwater Observatory ทราบไหมคะว่าน้ำที่มิลฟอร์ดซาวนด์มี2ชั้น น้ำชั้นแรก อยู่ที่ผิวประมาณ2-3เมตรคือน้ำจืด จากน้ำฝนและน้ำจากหิมะที่ละลายลงมาจากภูเขาไหลผ่านป่าฝนและกลายเป็นน้ำตกตกลงมาสู่ น้ำที่อยู่ด้านล่างคือน้ำทะเล และเวลาที่น้ำ แข็งละลาย น้ำก็จะไหลผ่านป่าฝน ก็จะพาสาร แทนนิน(Tannin) มาด้วย เจ้าสารตัวนี้เองที่ทำให้น้ำในมิลฟอร์ดซาวด์ มีสีเข้ม จึง และไม่ยอมให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านลงมาถึงในน้ำ ทะเลที่อยู่ด้านล่าง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Deep water emergence ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมแบบน้ำทะเลลึกที่ ระดับน้ำตื้นแทน ส่งผลให้ สัตว์ทะเลน้ำลึก อย่างเช่น red and black coral และ11-legged sea stars เป็นต้น สามารถอาศัยอยู่ได้ที่ความลึกแค่10เมตรจากผิวน้ำ ที่ Milford Deep Underwater Observatory เค้าสร้างเป็น viewing chamber ลึกลงไป 10 เมตร ให้เราลงไปดูชีวิตสัตว์ทะเลใต้น้ำ ข้างบนของ viewing chamber ก็มีนิทรรศการแสดงการก่อสร้างศูนย์แห่งนี้ เสร็จแล้วก็ออกมาถ่ายรูปกัน และแล้วแม่ก็ได้ทำความรู้จักกับเจ้า sandflyจนได้ มันมาตอมแม่ใหญ่เลย พ่นยากันแมลง แต่ที่ตัว มันเลยกัดบนหัวเข้าให้ คันน่าดูเลยค่ะ โชคดีที่หนูขิงไม่โดน โดนกัดแค่นี้จิ๊บๆ เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่และสวยงามของที่นี่ ยอมโดนกัดค่ะ
สักพักเจ้าหน้าที่ก็มาเรียกไปขึ้นเรือ เรือล่องมาเรื่อยๆจนถึง
Bowen Falls น้ำตกนี้มีน้ำตลอดปีนะคะ
เรือลอยเข้าไปใกล้ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส กับความแรงของน้ำที่ตกลงมา
หนูขิงไม่กล้าได้แต่ไปยืนเชียร์ให้พี่คนไทยที่เจอบนเรือให้ลอง
ที่จริงแล้วเราแวะหลายจุดมาก แต่แม่จำได้ไม่หมด
เพราะบางทีมัวแต่ตื่นตาตื่นใจกับวิว รอบข้าง และสาละวนกับการถ่ายรูป ผู้บรรยายและกัปตันของเรือให้ความรู้มากจริงๆ
เค้าเล่าถึงตำนานของชาวเมารีด้วยแต่จำไม่ได้จริงๆ สามชั่วโมงบนเรือผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในที่สุดเราก็กลับมาที่ท่าเรือ ขอบคุณกัปตันและลูกเรือ
และเดินมาดูรูปที่ถ่ายไว้ก่อนขึ้นเรือ ดูแล้วโอเค เลยซื้อมาเป็นที่ระลึก
ลาน้องคนไทยที่เจอบนเรือ
ขากลับหนูขิงรีบบอกว่า อย่าลืมแวะ The Chasmนะคะ เราเลยลงไปเดินเล่นกัน ที่นี่เป็นทางเดินเล็กๆ ผ่านป่าที่มีหญ้ามอสปกคลุมอยู่ เดินไปจนสุดก็เจอน้ำตกเล็กๆ ใช้เวลาไปกลับก็เกือบครึ่งชั่วโมงค่ะ
จุดที่เราหยุดอีกทีก็คือ ที่อุโมงค์โฮเมอร์เพราะพ่อเห็นว่ามีน้ำแข็งก้อนใหญ่หล่นลงมาจากหน้าผาใกล้ที่จอดรถ เลยพาขิงไปสำรวจ เราไม่ได้แวะทุกจุดนะคะ เพราะพอหนูขิงขึ้นรถก็หลับแล้ว แล้วก็ขับชมวิวมาเรื่อย แวะถ่ายรูปที่Hollyford valley Lookout วิวสวยดี
จากนั้นก็ไปแวะที่Mirror Lake หนูขิงก็ตื่นพอดี เลยชวนกันลงไปเดิน
ที่นี่มีเก้าอี้ให้นั่งชมวิวด้วยเราเลย หยิบขนม กับชงชาอุ่นๆ ไปนั่งทานกัน มารถบ้าน
ก็ดีแบบนี้อยากทานอะไรก็เตรียมได้ทันที
พ่อแถมว่าถ้าอยากเข้าห้องน้ำก็ไม่ต้องหาปั๊ม เข้าได้ทันทีเหมือนกัน!
Mirror lake เป็น Oxbow
lake ที่เกิดจากการที่แม่น้ำ Eglinton เปลี่ยนเส้นทางเดิน Mirror Lake ได้ยินเสียงไกด์บรรยายให้นักท่องเที่ยวฟังว่า
ถ้าตอนน้ำเยอะทะเลสาบแห่งนี้จะดูใหญ่กว่านี้ ตอนนี้น้ำน้อยเลยดูเป็น pond เล็กๆ
น้ำที่นีใสและสงบนิ่งมากโดยเฉพาะเวลาที่ไม่มีลม หรือมีน้องเป็ดมาว่ายน้ำเล่น
มองเห็นเงาสะท้อนของ Earl Mountain
เราเลยเดินเล่นรอบๆสักพัก ก็ไปต่อ พอมาถึงที่เทอานาวขับรถวนรอบเมืองหน่อย เจอร้านชื่อ Fordland frontier supplies ขายของเกี่ยวกับการเดินป่าและตกปลา เดินเข้าไปดูเล่น เผื่อมีอะไรลดราคา ไม่มีของลดราคาเลยออกดีกว่า ขับต่อไปที่ Town center เจอร้านชื่อ Outside sport ที่ Main street ว๊าวมีป้าย sale ติดอยู่ทีกระจกด้วย เข้าไปกันดีกว่า ขายเหมือนกับร้านแรกเลยค่ะ แต่มีให้เลือกเยอะ เจอ sale rack ของเด็กเลย เจอเลกกิ้งยีห้อ Icebreaker ที่ทำจาก 100% merino wool ลด60% อยู่เลยซื้อให้ขิงเอาไว้ใส่กันหนาว ซื้อของเสร็จก็จะกลับที่พัก ผ่านรถที่ขาย ฟิชแอนด์ชิปส์อีกหนูขิงอยากทานปลาทอดอีก เลยลงไปซื้อมาเอาไว้ให้เป็นอาหารเย็น วันนี้เราทำ สเต๊คกับสลัดเป็นอาหารเย็น หนูขิงทานข้าวผัดกับปลาทอด นั่งทานกันที่ห้องอาหาร ซักพักก็มี น้องๆคนไทย มาทำอาหารกันสองกลุ่ม หนูขิงบอกว่าเหมือนอยู่เมืองไทยเลยแม่ น้องๆเล่าให้ฟังว่าไปไหนมาบ้าง แม่ถึงกับอึ้งนิดๆ เพราะแม่ว่าเราขับวันนึงตั้งสองร้อยกว่ากิโลเมตร เราก็เมื่อยจะแย่ โชคดีที่วิวสวยเลยไม่เบื่อ สงสัยเราจะแก่แล้ว น้องๆขับรถกันเก่งมากๆ เพราะขับออกจากควีนส์ทาวน์ ตอนเช้ามืด เพื่อจะได้ไปทันเรือเที่ยวแรกที่มิลฟอร์ดซาวนด์ แวะถ่ายรูป แถมยังไปดูหนอนเรืองแสงหลังจากกลับมาจากมิลฟอร์ดซาวนด์ แล้วถึงกลับมานอนที่นี่ นับถือจริงๆค่ะ เค้าเลยเอาตารางการเดินทางมาให้ดู โอ้โหทำละเอียดมากๆ วางแผนการท่องเที่ยวมาอย่างดี มีแนะนำร้านน่าแวะด้วยนะคะ หนูขิงบ่นง่วงนอนเราเลยขอตัวกลับมาอาบน้ำ วันนี้ให้หนูขิงอาบน้ำในรถเพราะอากาศหนาวมากประมาณ 8องศาเซลเซียส
ขากลับหนูขิงรีบบอกว่า อย่าลืมแวะ The Chasmนะคะ เราเลยลงไปเดินเล่นกัน ที่นี่เป็นทางเดินเล็กๆ ผ่านป่าที่มีหญ้ามอสปกคลุมอยู่ เดินไปจนสุดก็เจอน้ำตกเล็กๆ ใช้เวลาไปกลับก็เกือบครึ่งชั่วโมงค่ะ
จุดที่เราหยุดอีกทีก็คือ ที่อุโมงค์โฮเมอร์เพราะพ่อเห็นว่ามีน้ำแข็งก้อนใหญ่หล่นลงมาจากหน้าผาใกล้ที่จอดรถ เลยพาขิงไปสำรวจ เราไม่ได้แวะทุกจุดนะคะ เพราะพอหนูขิงขึ้นรถก็หลับแล้ว แล้วก็ขับชมวิวมาเรื่อย แวะถ่ายรูปที่Hollyford valley Lookout วิวสวยดี
จากนั้นก็ไปแวะที่
เราเลยเดินเล่นรอบๆสักพัก ก็ไปต่อ พอมาถึงที่เทอานาวขับรถวนรอบเมืองหน่อย เจอร้านชื่อ Fordland frontier supplies ขายของเกี่ยวกับการเดินป่าและตกปลา เดินเข้าไปดูเล่น เผื่อมีอะไรลดราคา ไม่มีของลดราคาเลยออกดีกว่า ขับต่อไปที่ Town center เจอร้านชื่อ Outside sport ที่ Main street ว๊าวมีป้าย sale ติดอยู่ทีกระจกด้วย เข้าไปกันดีกว่า ขายเหมือนกับร้านแรกเลยค่ะ แต่มีให้เลือกเยอะ เจอ sale rack ของเด็กเลย เจอเลกกิ้งยีห้อ Icebreaker ที่ทำจาก 100% merino wool ลด60% อยู่เลยซื้อให้ขิงเอาไว้ใส่กันหนาว ซื้อของเสร็จก็จะกลับที่พัก ผ่านรถที่ขาย ฟิชแอนด์ชิปส์อีกหนูขิงอยากทานปลาทอดอีก เลยลงไปซื้อมาเอาไว้ให้เป็นอาหารเย็น วันนี้เราทำ สเต๊คกับสลัดเป็นอาหารเย็น หนูขิงทานข้าวผัดกับปลาทอด นั่งทานกันที่ห้องอาหาร ซักพักก็มี น้องๆคนไทย มาทำอาหารกันสองกลุ่ม หนูขิงบอกว่าเหมือนอยู่เมืองไทยเลยแม่ น้องๆเล่าให้ฟังว่าไปไหนมาบ้าง แม่ถึงกับอึ้งนิดๆ เพราะแม่ว่าเราขับวันนึงตั้งสองร้อยกว่ากิโลเมตร เราก็เมื่อยจะแย่ โชคดีที่วิวสวยเลยไม่เบื่อ สงสัยเราจะแก่แล้ว น้องๆขับรถกันเก่งมากๆ เพราะขับออกจากควีนส์ทาวน์ ตอนเช้ามืด เพื่อจะได้ไปทันเรือเที่ยวแรกที่มิลฟอร์ดซาวนด์ แวะถ่ายรูป แถมยังไปดูหนอนเรืองแสงหลังจากกลับมาจากมิลฟอร์ดซาวนด์ แล้วถึงกลับมานอนที่นี่ นับถือจริงๆค่ะ เค้าเลยเอาตารางการเดินทางมาให้ดู โอ้โหทำละเอียดมากๆ วางแผนการท่องเที่ยวมาอย่างดี มีแนะนำร้านน่าแวะด้วยนะคะ หนูขิงบ่นง่วงนอนเราเลยขอตัวกลับมาอาบน้ำ วันนี้ให้หนูขิงอาบน้ำในรถเพราะอากาศหนาวมากประมาณ 8องศาเซลเซียส














ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น