วันที่สิบสี่
วันนี้ตื่นมาพร้อมกับสายฝนที่โปรยลงมาเบาๆ
บรรยากาศของอ่าวอะคารัวนี้ก็สวยไปอีกแบบค่ะ
วันนี้เราไม่มีโปรแกรมอะไรมากนอกจากไปพายคายัค แม่เลยใช้เวลาเก็บของ
เพราะวันนี้เราต้องคืนรถค่ะ คืนนี้เราไปนอนในไครชท์เชิร์ช กันนะคะ
วันมะรืนเราสามคนก็ต้องกลับบ้านแล้ว หนูขิงใส่เสื้อกันฝนและวื่งเล่นอยู่ข้างนอก
สักพักก็วิ่งมาบอกแม่ให้ดูหมอกที่ปกคลุมอ่าวจนแทบมองไม่เห็นเมือง
(รูปนี้หนูขิงเป็นคนถ่ายนะคะ อ่าวAkaroa แบบขาวดำ)
ยังไม่ทันไร Park Host ก็เดินมาถามว่า เราจองคายัค ซาฟารีเอาไว้ใช่ไหม ทางนั้นขอให้พ่อกับแม่โทรกลับไปหาด้วย พ่อเลยโทรกลับไป ได้เรื่องว่า เค้าขอยกเลิกทัวร์ของเราวันนี้ เพราะวันนี้ฝนตกและเรามีหนูขิง เค้าเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย และจะคืนเงินมัดจำให้ พ่อเห็นด้วย เราเลยไม่มีอะไรทำ แม่เอาเครื่องปรุงที่ซื้อมาและนำกลับไปเมืองไทยไม่ได้ไปวางไว้ที่ถาดในครัว ที่นี่เค้ามีถาด “feel free to take it cz we are leaving” มีครอบครัวชาวสเปนที่เพิ่งมาถึงดีใจมากที่แม่วางซอสมะเขือเทศแพราะของเราเหลือตั้งเกินครึ่งขวด พ่อไปขอบคุณ Park Host และบอกว่าจะไปแล้ว เราเลยไปที่ i-SITE อีกทีดูว่ามีอะไรให้ทำในวันฝนตกบ้าง หนูขิงอยากไปดู เจ้าอัลปาคา ที่เห็นในโบรชัวร์ เลยขอให้เจ้าหน้าที่ที่ i-SITE ช่วยจองให้ เจ้าหน้าที่โทรไป ได้คำตอบมาว่าตอนนี้ฟาร์มปิด แต่เราสามารถขับรถไปดูที่ริมรั้วได้ คุณป้าเจ้าหน้าที่ของ i-SITEเลยบอกให้เราไปที่โรงงานชีส พาหนูขิงไปดูการทำชีส และที่นั่นมีชีสให้ชิมด้วยค่ะ ช่วงนี้ไม่มีรูปนะคะ เมื่อคืนลืมชาร์จแบตกล้องค่ะ
(รูปนี้หนูขิงเป็นคนถ่ายนะคะ อ่าวAkaroa แบบขาวดำ)ยังไม่ทันไร Park Host ก็เดินมาถามว่า เราจองคายัค ซาฟารีเอาไว้ใช่ไหม ทางนั้นขอให้พ่อกับแม่โทรกลับไปหาด้วย พ่อเลยโทรกลับไป ได้เรื่องว่า เค้าขอยกเลิกทัวร์ของเราวันนี้ เพราะวันนี้ฝนตกและเรามีหนูขิง เค้าเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย และจะคืนเงินมัดจำให้ พ่อเห็นด้วย เราเลยไม่มีอะไรทำ แม่เอาเครื่องปรุงที่ซื้อมาและนำกลับไปเมืองไทยไม่ได้ไปวางไว้ที่ถาดในครัว ที่นี่เค้ามีถาด “feel free to take it cz we are leaving” มีครอบครัวชาวสเปนที่เพิ่งมาถึงดีใจมากที่แม่วางซอสมะเขือเทศแพราะของเราเหลือตั้งเกินครึ่งขวด พ่อไปขอบคุณ Park Host และบอกว่าจะไปแล้ว เราเลยไปที่ i-SITE อีกทีดูว่ามีอะไรให้ทำในวันฝนตกบ้าง หนูขิงอยากไปดู เจ้าอัลปาคา ที่เห็นในโบรชัวร์ เลยขอให้เจ้าหน้าที่ที่ i-SITE ช่วยจองให้ เจ้าหน้าที่โทรไป ได้คำตอบมาว่าตอนนี้ฟาร์มปิด แต่เราสามารถขับรถไปดูที่ริมรั้วได้ คุณป้าเจ้าหน้าที่ของ i-SITEเลยบอกให้เราไปที่โรงงานชีส พาหนูขิงไปดูการทำชีส และที่นั่นมีชีสให้ชิมด้วยค่ะ ช่วงนี้ไม่มีรูปนะคะ เมื่อคืนลืมชาร์จแบตกล้องค่ะ
เราขอบคุณคุณป้าและวิ่งผ่านสายฝนมาที่รถ หนุขิงขอแวะร้านหิน Hettie’s ต่ออีกหน่อย
คราวนี้เข้าไปคุณลุงเจ้าของร้านจำหนูขิงได้เลยถามถึง คอลเลคชั่นของหินที่หนูขิงสะสม
หนูขิงรีบเล่าให้ฟังว่านอกจากหินแล้วหนูยังมีฟอสซิลด้วยค่ะ
คุณลุงถามว่าหนูขิงมีขนของช้างแมมมอธ หรือยัง หนูขิงบอกว่ายังไม่มี คุณลุงเดินไปที่หลังร้านและเอาซองเล็กๆมาให้ หนูขิงดีใจมากขอแม่ให้ซื้อให้
เดินไปเอาแว่นขยายมาส่องดูด้วยความสนใจ ถามคุณลุงว่าเป็นของจริงหรือเปล่า
คุณลุงเลยเล่าให้ฟังว่าตอนที่ไปหาซื้อหินที่แถวรัสเซีย
คุณลุงไปเจอนักสำรวจคนหนึ่งและเค้าเอามาให้คุณลุงดู คุณลุงเลยซื้อมา คุณลุงบอกหนูขิงว่า ร้านนี้เป็นสาขาของร้าน Hetties
ที่ใน ไครชท์เชิร์ช ซึ่งเป็นร้านขายหินที่เก่าที่สุดของนิวซีแลนด์ ก่อตั้งเมื่อปี 19688 แม่ถามคุณลุงถึงเรื่องแผ่นดินไหว
คุณลุงบอกว่าร้านก็พัง
หินตกลงมาเกลื่อนพื้นแต่โชคดีที่โครงสร้างของร้านไม่เป็นอะไร หนูขิงบอกคุณลุงว่าชอบร้านนี้มากและเป็นร้านขายหินที่ดีที่สุดที่เคยไปมา เราขอบคุณและลาคุณลุงเจ้าของร้าน และ
ขับต่อไปยังโรงงานชีส Barry’s Bay ระหว่างทางฝนตกตลอดเลยค่ะ โรงงานเป็นโรงงานเล็กๆ เจ้าหน้าที่เล่าว่าโรงงานนี้เค้าทำชีสแบบดั้งเดิมตั้งแต่ปี
1895นะคะ
แต่ใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยขึ้นเท่านั้น
และเป็นเพียงโรงงานเดียวที่เป็นแบบครอบครัวที่ยังเหลืออยู่ที่ในเขต Banks Peninsula วัตถุดิบคือน้ำนมวัวก็มาจากวัวที่เลี้ยงอยู่
ในเขตนี้เท่านั้น เค้าเล่าแบบขำๆว่า เค้าไม่รู้จักชื่อวัวนะ
แต่รู้ว่ามันอาศัยอยู่ที่ไหน หนูขิงหัวเราะชอบใจใหญ่เลยค่ะ เราสามารถดูการทำชีสผ่านห้องกระจกได้นะคะ
แต่พอทางโรงงานนำชีสออกมาให้ลองชิมหลายแบบ
หนูขิงกับพ่อรวมถึงนักท่องเที่ยวคนอื่นๆก็หันไปสนุกกับการชิมมากกว่า เราชิมกันไปหลายชนิดมาก แม่ชอบ Maasdam cheese ค่ะ
รสออกหวานนิดๆ เป็นแบบสวิสชีสที่มีรูค่ะ สีขาวนวลใช้ทำอาหารได้หลายอย่างค่ะ
เจ้าหน้าที่บอกว่ารูในMaasdam นั้นจริงๆแล้วคือ
ตาของชีสที่เกิดจากการระเบิดระหว่างการหมัก เป็นลักษณะเฉพาะของชีสนี้เลยนะคะ แม่กะว่าจะเอาไปใส่ในquiches
เวลากลับเมืองไทย หนูขิงกับพ่อชอบ Havarti ชีสชนิดนี้
ต้นตำหรับมาจากประเทศเดนมาร์คค่ะ ค่อนข้างหวานมัน นิยมทานเป็นของหวานกับผลไม้
แต่ตอนกลับมาเมืองไทยแม่เอามาทำแซนด์วิชชีสให้หนูขิงก็อร่อยดีนะคะ เราชิมกันจนหนูขิงบอกว่าอิ่มแล้ว
เจ้าหน้าที่ใจดีมากเปิดชีสให้ลองหลายรสเลยค่ะ
แม่เลยซื้อกลับมาเพื่อเป็นของฝากด้วย ออกจากโรงงานชีสแล้ว แต่ฝนยังไม่หยุดตกเลย หนูขิงยังอยากดูอัลปาคา
พ่อเลยลองขับไป แต่ไม่มีซักตัว คงเป็นเพราะฝนตก
หลังจากนั้นเราเลยตัดสินใจขับไป ไครชท์เชิร์ช ตาม SH75 มาเรื่อย
ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง เราจองโรงแรมเล็กๆ ชื่อ Courtesy court เอาไว้
พอติดต่อเรื่องห้องพักเสร็จก็บ่ายสองโมงแล้ว
แต่หนูขิงบอกว่าหนูยังอิ่มชีสอยู่เลย
เราเลยดูแผนที่เห็นมีร้านไทยชื่อ Sema’s Thai Cuisine อยู่ใกล้ๆ
เลยไปทานกัน พ่อสั่งก๋วยเตี๋ยวเนื้อมาลอง
ของแม่กับหนูขิงสั่งข้าวผัดหมูมาแบ่งกันค่ะ อาหารอร่อยมากค่ะ
จากนั้นพ่อก็ไปคืนรถที่ศูนย์ ส่วนแม่กับหนูขิงก็จัดของ พ่อไปซักชั่วโมงกว่าๆก็กลับมา
แต่ฝนยังตกอยู่เลยค่ะ ว่าจะพาหนูขิงไปนั่งเรือถ่อ Boat Punting ของแม่น้ำ
Avon
ก็คงไม่ได้ แถมหนูขิงยังสนุกอยู่กับการดูการ์ตูน
พ่อเล่าว่าเจอคุณเจ้าหน้าที่คนเดิมที่เราเจอตอนมาถึง เค้าแนะนำให้ไปที่ Riccarton Mall มีร้านหลายร้าน คิดว่าพรุ่งนี้จะพาหนูขิงไป ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว
เราเลยไปเดินเล่นกัน ในแผนที่บอกว่าเดินไปนิดเดียวก็ถึงสวนสาธารณะแฮกลีย์ (Hagley Park) และ
สวนพฤษกศาสตร์ (Botanic
garden) เราสามคนเลยเดินชมเมืองไปเรื่อยๆ สวนสาธารณะแฮกลีย์นี้กว้างมากค่ะเห็นมีป้ายเขียนไว้ว่าประมาณ
395เอเคอร์
มีแม่น้ำเอวอนไหลผ่าน
ระหว่างทางเราต้องเดินเลาะส่วนที่เรียกว่า
Red Zone
เป็นพื้นที่ที่ประสบภัยจากแผ่นดินไหว
เริ่มจากวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553 ยังมีแผ่นดินไหวติดต่อกันหลายครั้ง และเกิดเหตุการณ์อาฟเตอร์ช๊อค(
Aftershock)
ตามมา อีกนับไม่ถ้วนจนกระทั่งเกิดแผ่นดินไหวถึง 6.3 ริคเตอร์เมื่อวันที่
22 กุมภาพันธ์
พ.ศ. 2554 ทำให้ไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่บางส่วนของเมือง
เราอ่านเจอว่า สัญญลักษณ์ของเมืองคือ Christchurch Cathedral ก็เสียหาย
เราสามารถมองเห็นจากริมรั้วได้ว่า ตึกบางตึกกำลังถูกทุบทิ้ง บางตึกก็ถูกซ่อมแซมใหม่ เดินผ่านที่หอนาฬิกานี้ รากฐานไม่พัง สายล่อฟ้างออย่างเดียว
เราเดินไปเจอ i-SITE ที่ตั้งอยู่ที่หน้า
พิพิธภัณฑ์แคนเทอเบอรี่Canterbury Museum เจ้าหน้าที่กำลังปิดประตู เพราะหกโมงกว่าแล้ว
เราสอบถามได้ความว่า ตอนนี้ พิพิธภัณฑ์ก็ปิดเพราะเมื่อสองสามวันก่อน มีแผ่นดินไหว และแนะนำให้เรานั่ง caterpillar garden tour เพื่อชมสวนแทน
เราเลยว่าจะพาหนูขิงมาพรุ่งนี้
เลยเดินเล่นมาเรื่อยๆ ใช้ถนนWorcester Boulevard เห็นป้ายร้านอาหารเยอะมาก
ส่วนใหญ่จะเขียนในทำนองว่า เปิดขายแล้วนะ เจอร้านนึงดูดี เลยเข้าไป ชื่อว่า Cook ‘n’ with Gas
โอ้โหคนเยอะมาก บอกว่าเราไม่ได้จองไว้มีที่นั่งไหม เค้าบอกว่ามีเหลือหนึ่งโต๊ะพอดี ใช้บ้านเก่ามาตกแต่งใหม่ ดูน่ารักดีค่ะ เราสั่งmixed breads&dips มาทานเล่น พ่อสั่งHallmark lamb เป็นการสั่งลาเนื้อแกะ พนักงานแนะนำว่า Pork belly ของที่นี่อร่อย แม่เลยลองสั่งมา ส่วนหนูขิงบอกว่าอยากลองเป็ดของเค้า อาหารหน้าตาสวยมาก ตกแต่งอย่างดี รสชาดพอใช้ได้ หนูขิงบอกว่า เป็ดรสชาดเหมือนเป็ดที่เมืองไทยเลยแม่แต่เนื้อนุ่มกว่า ทานเสร็จเราก็โทรเรียกแท็กซี่เพื่อพากลับที่พัก
โอ้โหคนเยอะมาก บอกว่าเราไม่ได้จองไว้มีที่นั่งไหม เค้าบอกว่ามีเหลือหนึ่งโต๊ะพอดี ใช้บ้านเก่ามาตกแต่งใหม่ ดูน่ารักดีค่ะ เราสั่งmixed breads&dips มาทานเล่น พ่อสั่งHallmark lamb เป็นการสั่งลาเนื้อแกะ พนักงานแนะนำว่า Pork belly ของที่นี่อร่อย แม่เลยลองสั่งมา ส่วนหนูขิงบอกว่าอยากลองเป็ดของเค้า อาหารหน้าตาสวยมาก ตกแต่งอย่างดี รสชาดพอใช้ได้ หนูขิงบอกว่า เป็ดรสชาดเหมือนเป็ดที่เมืองไทยเลยแม่แต่เนื้อนุ่มกว่า ทานเสร็จเราก็โทรเรียกแท็กซี่เพื่อพากลับที่พัก




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น